ทำท่าจะหลงป่าไปอีกแล้ว กลับมาที่เขาพันสนกันดีกว่า ขาเชื้อชาติไทยสามคู่ ปีนขึ้นไปได้สักพักก็เริ่มเมื่อย (ตามประสาคนเมือง วันวันเดินถึงกิโลหรือเปล่าก็ไม่รู้) คนนำทางที่คงเข้าใจสภาพชีวิตของเราดี เลยแนะนำให้ขึ้นไปแค่หนึ่งกิโล เจอสนพ่อลูกก็หยุดกินข้าว แล้วเดินลงเขา ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กว่าเราจะไปถึงสนพ่อลูกก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่ง แต่ละคนหิวโซ พอเปิดเจอเบ็นโตะ (ข้าวกล่อง) ยักษ์อุดมไปด้วยอาหารนานาชนิดอย่างละเล็กละน้อย น้ำลายก็หยดติ๋ง ไม่สนใจฟังใครแล้วล่ะ ลุยก่อนเลย
หลังจากข้าวเบ็นโตะเข้าไปนอนเย็นสบายอยู่ในท้อง (เบ็นโตะเขาเตรียมมาสำหรับเดินทางไกล อาหารจะเป็นพวกที่กินทั้งๆที่ไม่ร้อนก็ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่) ได้พักหนึ่ง ถึงเริ่มมีเสียงขึ้นมาบ้าง เราคุยกับพี่คิโยโอกะ เจ้าหน้าที่สำนักงานหมู่บ้านอุมะจิ สาขาคุ้มยานาเสะ และลุงฮาเซยามะ ลุงเขาว่าป่าที่นี่มีสัตว์พวกกวางเยอะมาก พยายามปลูกต้นไม้ใหม่ทีไร กวางมาช่วยกินยอดอ่อนจนแทบไม่เหลือทุกที ยังมีหมูป่า กวางผา เลียงผา หมีน่ะหายากจนกลายเป็นสัตว์สงวนไปแล้ว งูก็มีพวกงูดิน หางูพิษยากยิ่งกว่างมเข็มในป่า (คาดว่ายากพอๆกับงมในมหาสมุทร) อ้อ ตอนเดินขึ้นมาเจอกบป่าตัวเท่าฝ่ามือด้วย ผิวมันขรุขระเกือบๆเหมือนคางคกบ้านเรา แต่ถามลุงไกด์แล้ว แกบอกว่ากบนี้ไม่มีพิษ นกก็มีบ้างเหมือนกัน แต่เดินกันมาตั้งนานได้ยินน้อยมาก พี่สาวเจ้าของกิจการปรารภมาตั้งแต่ตอนปีนบันไดไม้แล้ว ว่าไม่ค่อยได้ยินเสียงนกเลย หลังจากนั้นไม่นานก็มีนกมาร้องเสียงแจ่มแจ๋วโชว์ทันที แต่ไอ้เรากลับไพล่ไปสงสัยว่า มีอะไรแอบซ่อนอยู่ในกอไผ่หรือเปล่า
