อีกหนึ่งที่ใหม่ เอาไว้เขียนอะไรตามใจนึก
books
ของฟรีย่อมมีจำกัด เนื้อที่บลอกนี้ชักงวดเข้าทุกที เลยค่อยๆแตกบลอกไปหลายอัน (จะได้อยู่ได้นานๆ)
เยี่ยมบ้านเรา ที่ สิบห้า ซอยสิบหก
ตามไปอ่านเจ้าเอื๊อกต่อ ที่ บ้านเจ้าเอื๊อก
และอื่นๆจะทยอยตามมาอีก เมื่อไหร่ยังไม่รู้เหมือนกัน
จบข่าว.
จตุรภาคเกาะบูรู โดย ปราโมทยา อนันตา ตูร์ (ว่ากันว่าภาษาอินโดนีเซียจริงๆอ่าน ปรามูเดีย)
ได้ไปอินโดนีเซียครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาปีนี้เอง แค่อาทิตย์เดียว แถมนอนที่เมืองโบโกร์ตลอด มีแอบเข้าไปเที่ยวจาการ์ตานิดหน่อย แต่ก็ติดใจหลายอย่าง ต้นไม้ใหญ่มาก อากาศชื้นเหมือนในป่า ศิลปะอินโดฯก็ออกแนว primitive เยอะดี ทั้งเส้นสายสีสันจัดจ้านจับใจจนอยากรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้นอีกนิด ขากลับก็เลยสุ่มหยิบเล่มนี้ติดมือมาจากร้านในสนามบินทั้งที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนคนนี้มาก่อน (ปกมันเท่)

This Earth of Mankind ภาคภาษาอังกฤษ Max Lane แปล Penguin Books พิมพ์
กลับมาบ้าน เปิดอ่านคำนำจากคนแปลแล้วก็ยิ่งสนใจเข้าไปอีก เป็นทูตอยู่ดีๆ ริแปลหนังสือการเมืองจนถูกสั่งย้ายกลับประเทศ แสดงว่าเล่มนี้มันต้องมีอะไรซักอย่าง (ที่เราน่าจะชอบแฮะ)
หลังเปิดไปได้ราวๆ 50 หน้า ก็มีโอกาสเม้ากับเพื่อนนักอ่านอีกคน ถึงได้รู้ว่า นิยายชุดนี้มีแปลเป็นภาษาไทยตั้งนานแล้ว โดยคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ เล่มแรกนี่ชื่อว่า แผ่นดินของชีวิต
อะหา ! (ติดสำนวนมิงเก พระเอกของเรื่อง มาซะแล้ว) ถ้าเช่นนั้นจะมัวแกะภาษาอังกฤษไปทำไมมี หาภาษาไทยมาอ่านดีกว่า เด็กสมัยใหม่อย่างเราย่อมค้นดูปกและคำวิจารณ์ของนักอ่านคนอื่นตามเน็ตก่อน
เอ๊ะ ! ทำไมหน้าปกคุ้นๆ (วะ ?)
แล้วเราก็ต้องเผชิญความจริงอันโหดร้าย ... ที่แท้ ... เราครอบครองภาคภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้มาเป็นเวลา 3-4 ปีได้แล้วมั้ง จำได้ว่าหยิบมาจากบูทคบไฟในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เปิดอ่านแล้วด้วย แต่เจอวรรณศิลป์อันไพเราะเสนาะหูของคุณภัควดีเข้า เด็กรุ่นจ๊าบอย่างเราก็เลยหยุดมันไว้ที่หน้า 30 (คืออ่านไปได้แค่ 5 หน้าเท่านั้นเอง !)
สามสี่ปีผ่านไป วัยวุฒิของเราคงเข้าขั้นแล้ว รอบนี้ตะลุยอ่านได้โดยไม่ติดขัด มีจั๊กจี้อยู่บ้าง ก็เรื่องมันออกจะรักโรแมนติกกุ๊กกิ๊ก ท่ามกลางสังคมอินโดนีเซียอันกว้างใหญ่ แต่พระเอกมิงเกของเรายังอยู่ในกะลาเล็กกระติ๊ดเดียว กำลังค่อยๆฉายแววนักคิดออกมาทีละนิด ดั๊น โดนแม่นางแอนเนลีส์กวนสมาธิไปซะเยอะ เอาเถอะ มีไญ แม่ของแอนเนลีส์ช่วยดึงเอาไว้ มิงเกก็เลยยังคงคิดและเล่าให้เราอ่านสังคมอินโดนีเซียยุคนั้น จากแก้วตาเด็กพื้นเมืองยุคใหม่ไปโรงเรียนฝรั่งได้

ยอมรับว่าหนุกดี จนต้องไปแบกเล่ม 2 ผู้สืบทอด และเล่ม 3 รอยย่างก้าว จากงานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งผ่านมา งานคราวนี้เราซื้อหนังสือส่วนตัวแค่สองเล่มนี้เอง (แค่นี้ก็แบกจนไหล่ทรุดแล้ว จริงๆนะ ทำไมหนังสือบ้านเราถึงไม่ใช้กระดาษเบาๆแบบของ Penguin มั่ง จะได้รู้สึกว่าหนังสือมีไว้ถือ ไม่ใช่แบก) ถามคนขายว่าเล่ม 4 ยังไม่ออกเหรอ เขาว่า คนแปลยังแปลไม่จบ แต่เพื่อนผู้รู้ข่าววงในบอกว่าอาจไม่จริง คบไฟอาจไม่คิดพิมพ์ (ขอให้ข่าวผิดทีเถอะ กรุณารับผิดชอบพิมพ์ให้จบชุด ม่ายงั้นเราจะประท้วงไม่ซื้อหนังสือคบไฟ คอยดู ! )
อ่านแล้วก็ถอนหายใจไปหลายเฮือก ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ส์ส์
สังคมอินโดนีเซียราวๆ 100 ปีก่อน หลากหลายทั้งเชื้อชาติ ชนชั้น เหยียบกันไป ย่ำกันมา ว่าไปแล้วก็อาจไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่นักหรอก แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีชนชั้นกันฉิบหายวายวอด เพียงแต่เปลี่ยนจากยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นพระเจ้าองค์ใหม่ที่เรียกว่า เงิน และ ตำแหน่งทางการเมือง ... โอ๊ะ โอ๊ะ ... ขออภัย ล้ำเส้นไปหน่อย มองในแง่ดี เราว่ามีอะไรตะหงิดๆให้คนไทยคิดได้นะ มิงเกพยายามรวบรวมคนหลายเชื้อชาติ คิดหาจุดร่วมเพื่อดึงคนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกัน ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่ออะไร ? ไม่ใช่เพื่อความสมานฉันท์อย่างที่เมืองไทยใฝ่หากันอยู่เดี๋ยวนี้หรอกรึ ? เพื่ออิสระทางความคิดและการแสดงออกที่ทุกคนควรมี เพื่อคุณค่าของทุกชีวิตไม่ว่าจะเล็กหรือน้อยเท่าไหนจะถูกยอมรับว่ามันก็คือหนึ่งชีวิตเท่าเทียมกัน เฮ้อ ! เพียงแต่ว่าสมัยนี้มันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวเยอะเหลือเกิน ความสัมพันธ์ของคนกับคน คนกับเงิน ประเพณี วัฒนธรรม ทั้งเก่าทั้งใหม่มาปะปนชนกันให้วุ่นวาย สังคมยิ่งหลากหลายจนยุ่งเหยิงยิ่งกว่ายุคของมิงเกเป็นไหนๆ ถ้ามิงเกมาเกิดในประเทศไทยยุคนี้แกจะลุยออกมาในรูปไหนนะ ...
เออ เลยได้เข้าใจตัวเองขึ้นไปอีก ว่าเรานี่มันชอบอ่านนิยายที่ตัวละครเอกเล่าอยู่คนเดียวจริงๆ ความคิดฉันเป็นอย่างนี้ (ของคนอื่นไม่รู้ว้อย !) เล่าถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกิดรอบตัว ชมตัวเองมั่ง ด่าตัวเองมั่ง ย้อนคิดถึงความคิด การกระทำของตัวเองมั่ง ตบหัวตัวเองมั่ง ลูบหลังตัวเองมั่ง หึหึหึ ท่าทางเราจะชอบฟังความข้างเดียวว่ะ
หนังสือชุดนี้ให้ห้าดาว แนะนำโดยเฉพาะคนที่เคยเบือนหน้าหนีหนังสือประวัติศาสตร์ชนชาติ (อย่างเรา) นิยายเรื่องนี้ช่วยเป็นประตูบานแรกให้ได้จริงๆ อีกอย่าง มันจะทำให้หัดอ่านอะไรยาวๆได้โดยไม่ต้องใช้ความอดทน (ก็มันหนุกน่ะสิ) เห็นเรื่องสั้นสมัยนี้นับวันยิ่งสั้นกุดเข้าไปทุกที ขอให้นักเขียนหันมาอ่านอะไรยาวๆแบบนี้ แล้วช่วยเขียนให้มันยาวขึ้นอีกหน่อยเถิ้ด ... (คำขอจากคนชอบอ่านเรื่องยาว)
ส่งแรงใจไปเชียร์ คุณภัควดี แปลให้คนไทยได้อ่านครบชุดจตุรภาคในเร็ววันนะคะ