books

2007/May/26

อีกหนึ่งที่ใหม่ เอาไว้เขียนอะไรตามใจนึก

ร้อยคำ

2007/May/08

ของฟรีย่อมมีจำกัด เนื้อที่บลอกนี้ชักงวดเข้าทุกที เลยค่อยๆแตกบลอกไปหลายอัน (จะได้อยู่ได้นานๆ)

เยี่ยมบ้านเรา ที่ สิบห้า ซอยสิบหก

ตามไปอ่านเจ้าเอื๊อกต่อ ที่ บ้านเจ้าเอื๊อก

และอื่นๆจะทยอยตามมาอีก เมื่อไหร่ยังไม่รู้เหมือนกัน

จบข่าว.

2007/Apr/20

พบแล้ว ! หนังสือซีรี่ส์อิงประวัติศาสตร์จ๋าเรื่องแรกที่เราอ่านได้รวดเดียวจบ (เท่าที่มีให้อ่าน)

จตุรภาคเกาะบูรู โดย ปราโมทยา อนันตา ตูร์ (ว่ากันว่าภาษาอินโดนีเซียจริงๆอ่าน ปรามูเดีย)

ได้ไปอินโดนีเซียครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาปีนี้เอง แค่อาทิตย์เดียว แถมนอนที่เมืองโบโกร์ตลอด มีแอบเข้าไปเที่ยวจาการ์ตานิดหน่อย แต่ก็ติดใจหลายอย่าง ต้นไม้ใหญ่มาก อากาศชื้นเหมือนในป่า ศิลปะอินโดฯก็ออกแนว primitive เยอะดี ทั้งเส้นสายสีสันจัดจ้านจับใจจนอยากรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้นอีกนิด ขากลับก็เลยสุ่มหยิบเล่มนี้ติดมือมาจากร้านในสนามบินทั้งที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนคนนี้มาก่อน (ปกมันเท่)

This Earth of Mankind ภาคภาษาอังกฤษ Max Lane แปล Penguin Books พิมพ์

กลับมาบ้าน เปิดอ่านคำนำจากคนแปลแล้วก็ยิ่งสนใจเข้าไปอีก เป็นทูตอยู่ดีๆ ริแปลหนังสือการเมืองจนถูกสั่งย้ายกลับประเทศ แสดงว่าเล่มนี้มันต้องมีอะไรซักอย่าง (ที่เราน่าจะชอบแฮะ)

หลังเปิดไปได้ราวๆ 50 หน้า ก็มีโอกาสเม้ากับเพื่อนนักอ่านอีกคน ถึงได้รู้ว่า นิยายชุดนี้มีแปลเป็นภาษาไทยตั้งนานแล้ว โดยคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ เล่มแรกนี่ชื่อว่า แผ่นดินของชีวิต

อะหา ! (ติดสำนวนมิงเก พระเอกของเรื่อง มาซะแล้ว) ถ้าเช่นนั้นจะมัวแกะภาษาอังกฤษไปทำไมมี หาภาษาไทยมาอ่านดีกว่า เด็กสมัยใหม่อย่างเราย่อมค้นดูปกและคำวิจารณ์ของนักอ่านคนอื่นตามเน็ตก่อน

เอ๊ะ ! ทำไมหน้าปกคุ้นๆ (วะ ?)

แล้วเราก็ต้องเผชิญความจริงอันโหดร้าย ... ที่แท้ ... เราครอบครองภาคภาษาไทยของหนังสือเล่มนี้มาเป็นเวลา 3-4 ปีได้แล้วมั้ง จำได้ว่าหยิบมาจากบูทคบไฟในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เปิดอ่านแล้วด้วย แต่เจอวรรณศิลป์อันไพเราะเสนาะหูของคุณภัควดีเข้า เด็กรุ่นจ๊าบอย่างเราก็เลยหยุดมันไว้ที่หน้า 30 (คืออ่านไปได้แค่ 5 หน้าเท่านั้นเอง !)

สามสี่ปีผ่านไป วัยวุฒิของเราคงเข้าขั้นแล้ว รอบนี้ตะลุยอ่านได้โดยไม่ติดขัด มีจั๊กจี้อยู่บ้าง ก็เรื่องมันออกจะรักโรแมนติกกุ๊กกิ๊ก ท่ามกลางสังคมอินโดนีเซียอันกว้างใหญ่ แต่พระเอกมิงเกของเรายังอยู่ในกะลาเล็กกระติ๊ดเดียว กำลังค่อยๆฉายแววนักคิดออกมาทีละนิด ดั๊น โดนแม่นางแอนเนลีส์กวนสมาธิไปซะเยอะ เอาเถอะ มีไญ แม่ของแอนเนลีส์ช่วยดึงเอาไว้ มิงเกก็เลยยังคงคิดและเล่าให้เราอ่านสังคมอินโดนีเซียยุคนั้น จากแก้วตาเด็กพื้นเมืองยุคใหม่ไปโรงเรียนฝรั่งได้

ยอมรับว่าหนุกดี จนต้องไปแบกเล่ม 2 ผู้สืบทอด และเล่ม 3 รอยย่างก้าว จากงานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งผ่านมา งานคราวนี้เราซื้อหนังสือส่วนตัวแค่สองเล่มนี้เอง (แค่นี้ก็แบกจนไหล่ทรุดแล้ว จริงๆนะ ทำไมหนังสือบ้านเราถึงไม่ใช้กระดาษเบาๆแบบของ Penguin มั่ง จะได้รู้สึกว่าหนังสือมีไว้ถือ ไม่ใช่แบก) ถามคนขายว่าเล่ม 4 ยังไม่ออกเหรอ เขาว่า คนแปลยังแปลไม่จบ แต่เพื่อนผู้รู้ข่าววงในบอกว่าอาจไม่จริง คบไฟอาจไม่คิดพิมพ์ (ขอให้ข่าวผิดทีเถอะ กรุณารับผิดชอบพิมพ์ให้จบชุด ม่ายงั้นเราจะประท้วงไม่ซื้อหนังสือคบไฟ คอยดู ! )

อ่านแล้วก็ถอนหายใจไปหลายเฮือก ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ส์ส์

สังคมอินโดนีเซียราวๆ 100 ปีก่อน หลากหลายทั้งเชื้อชาติ ชนชั้น เหยียบกันไป ย่ำกันมา ว่าไปแล้วก็อาจไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่นักหรอก แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีชนชั้นกันฉิบหายวายวอด เพียงแต่เปลี่ยนจากยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นพระเจ้าองค์ใหม่ที่เรียกว่า เงิน และ ตำแหน่งทางการเมือง ... โอ๊ะ โอ๊ะ ... ขออภัย ล้ำเส้นไปหน่อย มองในแง่ดี เราว่ามีอะไรตะหงิดๆให้คนไทยคิดได้นะ มิงเกพยายามรวบรวมคนหลายเชื้อชาติ คิดหาจุดร่วมเพื่อดึงคนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกัน ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่ออะไร ? ไม่ใช่เพื่อความสมานฉันท์อย่างที่เมืองไทยใฝ่หากันอยู่เดี๋ยวนี้หรอกรึ ? เพื่ออิสระทางความคิดและการแสดงออกที่ทุกคนควรมี เพื่อคุณค่าของทุกชีวิตไม่ว่าจะเล็กหรือน้อยเท่าไหนจะถูกยอมรับว่ามันก็คือหนึ่งชีวิตเท่าเทียมกัน เฮ้อ ! เพียงแต่ว่าสมัยนี้มันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวเยอะเหลือเกิน ความสัมพันธ์ของคนกับคน คนกับเงิน ประเพณี วัฒนธรรม ทั้งเก่าทั้งใหม่มาปะปนชนกันให้วุ่นวาย สังคมยิ่งหลากหลายจนยุ่งเหยิงยิ่งกว่ายุคของมิงเกเป็นไหนๆ ถ้ามิงเกมาเกิดในประเทศไทยยุคนี้แกจะลุยออกมาในรูปไหนนะ ...

เออ เลยได้เข้าใจตัวเองขึ้นไปอีก ว่าเรานี่มันชอบอ่านนิยายที่ตัวละครเอกเล่าอยู่คนเดียวจริงๆ ความคิดฉันเป็นอย่างนี้ (ของคนอื่นไม่รู้ว้อย !) เล่าถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกิดรอบตัว ชมตัวเองมั่ง ด่าตัวเองมั่ง ย้อนคิดถึงความคิด การกระทำของตัวเองมั่ง ตบหัวตัวเองมั่ง ลูบหลังตัวเองมั่ง หึหึหึ ท่าทางเราจะชอบฟังความข้างเดียวว่ะ

หนังสือชุดนี้ให้ห้าดาว แนะนำโดยเฉพาะคนที่เคยเบือนหน้าหนีหนังสือประวัติศาสตร์ชนชาติ (อย่างเรา) นิยายเรื่องนี้ช่วยเป็นประตูบานแรกให้ได้จริงๆ อีกอย่าง มันจะทำให้หัดอ่านอะไรยาวๆได้โดยไม่ต้องใช้ความอดทน (ก็มันหนุกน่ะสิ) เห็นเรื่องสั้นสมัยนี้นับวันยิ่งสั้นกุดเข้าไปทุกที ขอให้นักเขียนหันมาอ่านอะไรยาวๆแบบนี้ แล้วช่วยเขียนให้มันยาวขึ้นอีกหน่อยเถิ้ด ... (คำขอจากคนชอบอ่านเรื่องยาว)

ส่งแรงใจไปเชียร์ คุณภัควดี แปลให้คนไทยได้อ่านครบชุดจตุรภาคในเร็ววันนะคะ



มุทิตา พานิช
View full profile