trips

2007/May/26

อีกหนึ่งที่ใหม่ เอาไว้เขียนอะไรตามใจนึก

ร้อยคำ

2007/May/08

ของฟรีย่อมมีจำกัด เนื้อที่บลอกนี้ชักงวดเข้าทุกที เลยค่อยๆแตกบลอกไปหลายอัน (จะได้อยู่ได้นานๆ)

เยี่ยมบ้านเรา ที่ สิบห้า ซอยสิบหก

ตามไปอ่านเจ้าเอื๊อกต่อ ที่ บ้านเจ้าเอื๊อก

และอื่นๆจะทยอยตามมาอีก เมื่อไหร่ยังไม่รู้เหมือนกัน

จบข่าว.

2006/May/23

(2) นักธุรกิจกับงานเพื่อสังคม

พวกเราไปแวะจุดแรกที่ที่รับฝากรถใกล้ๆสนามบิน เจ้าของคือคุณ โหลว ชิง เหยียน ซึ่งเป็นชาวฉือจี้ที่ดูแลเขตเถาเหยียน คุณโหลวได้ช่วยเหลือกิจการของฉือจี้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีแขกมาจากต่างประเทศ ที่สำนักงานได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องพักรับรองและสถานที่ทำกิจกรรมของฉือจี้ คุณโหลวเป็นคนคุยสนุก จนอาสาสมัครพากันแซวว่า ขนาดในงานศพแกยังปล่อยมุกเสียจนต้องห้าม ไม่งั้นจะพากันหัวเราะเสียมารยาท แกแนะนำตัวอย่างนี้ค่ะ

ผมมีอาชีพเป็นคนเฝ้ารถ ถูกเพื่อนหลอกไปฉือจี้เมื่อสิบสองปีที่แล้ว และตัดสินใจลงเรือฉือจี้เต็มตัวหลังจากนั้นหกปี

เมื่อบริจาคกับมูลนิธิอื่น ช่วงตรุษจีนมักมีของขวัญส่งมาให้ แต่ฉือจี้ไม่เคยมี ฉือจี้มีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดคนให้เข้ามาร่วม

ครั้งหนึ่งมีโทรศัพท์มาจากสมณาราม(วัด) บอกให้ผมไปช่วยแจกของที่จีนแผ่นดินใหญ่ ผมได้ทำหน้าที่แบกข้าวสารทุกวัน จนตาลายเห็นดาวระยิบระยับ หลังแข็งก้มไม่ลง เลยหนีงานออกไปด้านนอก เจอเด็กสองคนมีชามใส่ข้าวที่อัดจนแน่น กินด้วยช้อนที่โดนรถทับขาดไปครึ่งหนึ่ง ท่าทางเอร็ดอร่อย ผมเลยถามว่ากินข้าวกับอะไร เด็กตอบว่า เอาน้ำใส่ลงไปหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง ผมสงสัยว่ามันจะอร่อยได้ยังไง ก้มลงมองดูในชามก็เห็นว่าไม่มีกับจริงๆ ผมเอื้อมมือไปตบหัวเด็ก เด็กรู้สึกไม่พอใจบอกว่าไม่ได้กินข้าวสักเม็ดหนึ่งมาตั้งสี่สิบวันแล้ว

ผมเห็นภาพเด็กสองคนนี้แล้วนึกถึงตัวเองเมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ที่ไต้หวัน ผมเองก็เคยไปขอข้าวจากยูเอ็นมาแบ่งกันกิน ผมจำที่ท่านธรรมาจารย์สอนได้คำหนึ่ง ท่านบอกว่า ผู้ที่ฝ่ามือคว่ำลงคือผู้ให้ ผู้ที่หงายฝ่ามือขึ้นคือผู้รับ ผมเห็นสภาพนั้นแล้วไม่ได้ร้องไห้ แต่น้ำตาลูกผู้ชายกลับหยดลงมา เพราะผมเองก็เคยยากจน โตมากับความยากจนของครอบครัว วันนี้ผมมีโอกาสที่จะช่วยผู้คนได้แล้ว เพราะความซึ้งใจแบบนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่ามูลนิธิฉือจี้กำลังช่วยผู้คนจริงๆ และไม่ได้ช่วยเฉพาะคนไต้หวัน ไม่ว่าในมุมใดของโลกถ้าชาวฉือจี้ไปได้ก็จะไป ผมเป็นพยานได้เพราะไปมาแล้ว 16 ประเทศ

คำว่า ฉือจี้ คือ การช่วยเหลือผู้คน 2500 ปีที่ผ่านมา ในศาสนาพุทธยังไม่มีผู้นำท่านใดมาทำงานช่วยเหลือผู้คนโดยเฉพาะอย่างนี้ ภารกิจหลักของฉือจี้มี 4 อย่าง การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา และมนุษยธรรม แตกออกเป็นภารกิจย่อยอีก 4 อย่าง คือ การช่วยเหลือภัยพิบัติการบริจาคไขกระดูก การรักษาสิ่งแวดล้อม และอาสาสมัครในชุมชน ในไต้หวันมีคนลักษณะแบบผมที่โน้มตัวลงช่วยเหลือผู้คนมากมาย วันนี้ผมมีกินมีใช้อยู่ดีกินดี คงเพราะชาติก่อนทำดีไว้ไม่น้อย ผมคิดว่าโอกาสทำดีเป็นสิ่งมีคุณค่าและสำคัญ ก่อนผมเข้ามาฉือจี้ผมเป็นคนที่หาตัวยากมาก ผมชอบไปกินไปดื่ม แต่ตอนนี้เรื่องแบบนั้นน้อยลงมาก

คุณโหลวได้ช่วยประสานงานตามจุดต่างๆและไปเป็นเพื่อนพวกเราแทบจะตลอดทาง จนได้รู้ว่า คุณโหลวพูดภาษาญี่ปุ่นได้ (เสร็จเรา แอบนินทาพวกหมอๆกับคุณโหลวดีกว่า คิก คิก) แกบอกว่าเรียนนิดหน่อย เข้าใจว่าเพื่อใช้ในธุรกิจของแก

หลังคุณโหลวแนะนำตัว ก็มีการแสดงภาษามือประกอบเพลงจากสาวๆอาสาสมัคร ช่วยเรียกน้ำย่อย พวกเราทานอาหารเย็นกันที่นี่ เป็นอาหารเจบุฟเฟ่ต์ที่หลากหลายและอร่อยสมคำร่ำลือ ชาวฉือจี้มีวัตรปฎิบัติที่น่ารักมาก คือจะทานจนไม่เหลือข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว ถ้าเป็นที่สมณาราม หลังจากทานข้าวจนเรียบหมดไม่มีเหลือ ทุกคนจะเทน้ำชาลงไปในชามข้าวแล้วดื่ม เพื่อให้ถ้วยชามนั้นล้างง่ายขึ้นอีกต่างหาก แต่อาสาสมัครทั่วไปเขาไม่ได้ทำกันถึงขนาดนั้นหรอกนะ อาหารวันนั้นมีทั้งชนิดที่ยังเห็นผักเป็นใบ เป็นหัว และชนิดที่แปรรูปจนดูเหมือนอาหารไม่เจ เราชอบผักผลไม้อยู่แล้ว เลยเจริญอาหารฟาดเข้าไปเต็มที่ หารู้ไม่ว่า หลังอาหารยังมีน้ำชากับขนมโมจิลูกใหญ่รออยู่ ถึงจะอิ่มอย่างไร ชาวฉือจี้ก็ต้องกินให้หมด! เอิ๊ก!


edit @ 2006/05/23 23:04:19


มุทิตา พานิช
View full profile